ทำไมต้องใช้ Cloudflare กับ WordPress
Cloudflare เป็นบริการ CDN (Content Delivery Network) ที่มีประโยชน์มากมายสำหรับเว็บไซต์ WordPress:
- เพิ่มความเร็ว: แจกจ่ายเนื้อหาจากเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น 3 เท่าหรือมากกว่า
- ป้องกัน DDoS Attack: ป้องกันการโจมตีจากแบบไม่ตั้งใจ Bot และการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ปลอดภัย SSL/TLS: ให้บริการเข้ารหัส SSL ฟรีและปรับปรุงความปลอดภัยของการส่งข้อมูล
- ลดการใช้ Bandwidth: การแคชเนื้อหาช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งจากเซิร์ฟเวอร์
- ดีขึ้นสำหรับ SEO: ความเร็วมากขึ้นช่วยให้อันดับการค้นหาดีขึ้น
ขั้นตอนที่ 1: สมัครสมาชิก Cloudflare
ไปที่เว็บไซต์ https://www.cloudflare.com และคลิกปุ่ม “Sign Up” เพื่อสร้างบัญชี Cloudflare ใหม่ ใช้อีเมลที่ถูกต้องและสำหรับ ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว Cloudflare จะส่งอีเมลยืนยันให้คุณ
ขั้นตอนที่ 2: เพิ่มโดเมนลงใน Cloudflare
เข้าสู่ Cloudflare Dashboard แล้วคลิก “Add a Site” ใส่ชื่อโดเมนของคุณ (เช่น example.com) จากนั้น Cloudflare จะแสดงแผนการใช้งานให้เลือก สามารถเริ่มต้นด้วยแผนฟรีได้
ขั้นตอนที่ 3: เปลี่ยน Nameservers
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด Cloudflare จะให้ Nameservers ที่มี 2 ตัว (เช่น alice.ns.cloudflare.com และ bob.ns.cloudflare.com) คุณต้องไปที่ผู้ให้บริการ Domain Registrar ของคุณ (เช่น GoDaddy, Namecheap, หรือ ผู้ให้บริการโฮสติ้ง) แล้ว:
- เข้าไปที่พื้นที่จัดการโดเมน (Domain Management)
- ค้นหาส่วน DNS หรือ Nameservers
- เปลี่ยน Nameservers เดิมเป็นตัวที่ Cloudflare ให้มา
- บันทึกการเปลี่ยนแปลง
หมายเหตุ: การเปลี่ยน Nameservers อาจใช้เวลา 24-48 ชั่วโมงเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก
ขั้นตอนที่ 4: ตั้งค่า DNS Records
เมื่อ Nameservers เปลี่ยนแล้ว ไปที่ Cloudflare Dashboard เลือกแท็บ DNS เพื่อตั้งค่า DNS Records สำหรับ Cloud VPS ของคุณ:
A Record (โดเมน หลัก)
- ชื่อ (Name): @ หรือชื่อโดเมน (example.com)
- ชนิด (Type): A
- IP Address: IP Address ของ Cloud VPS ของคุณ จาก ผู้ให้บริการโฮสติ้ง
- TTL: Auto
- Proxy Status: ปล่อยไว้เป็น Grey Cloud (DNS only) ก่อน จะเปลี่ยนเป็น Orange Cloud (Proxied) ทีหลัง
CNAME Record (www)
- ชื่อ (Name): www
- ชนิด (Type): CNAME
- เป้าหมาย (Target): example.com
- TTL: Auto
- Proxy Status: ปล่อยไว้เป็น Grey Cloud (DNS only) ก่อน
ขั้นตอนที่ 5: เปิด Proxy Mode (Orange Cloud)
หลังจากตั้งค่า DNS Records แล้ว ให้คลิกไอคอน Cloud ข้างๆ A Record เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก Grey Cloud (DNS Only) เป็น Orange Cloud (Proxied) ซึ่งหมายความว่า:
- Cloudflare จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้เข้าชมและเซิร์ฟเวอร์ของคุณ
- ผู้เข้าชมจะเห็น IP Address ของ Cloudflare เท่านั้น ไม่เห็น IP Address ที่แท้จริงของ VPS
- Cloudflare จะแคชเนื้อหา และให้บริการ CDN
ทำการเปลี่ยน Proxy Status สำหรับทั้ง A Record และ CNAME Record (www) เป็น Orange Cloud
ขั้นตอนที่ 6: ตั้งค่า SSL/TLS Mode
เข้าไปใน Cloudflare Dashboard ไปที่ SSL/TLS เลือก “Overview” และตั้งค่า SSL Mode:
ตัวเลือก SSL Mode
- Flexible: Cloudflare ให้ HTTPS กับผู้เข้าชม แต่การเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของคุณเป็น HTTP (ไม่ปลอดภัย – ไม่แนะนำ)
- Full: HTTPS ทั้งสองทาง แต่ยอมรับ SSL Certificate ที่ไม่มีการลงนาม (Self-signed)
- Full (Strict): HTTPS ทั้งสองทาง และต้องมี SSL Certificate ที่ถูกต้อง (แนะนำสำหรับ WordPress บน Cloud VPS)
แนะนำ: ใช้ “Full (Strict)” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จำเป็นต้องติดตั้ง SSL Certificate บน Cloud VPS ของคุณก่อน
ขั้นตอนที่ 7: เปิด Always Use HTTPS
ใน Cloudflare Dashboard ไปที่ SSL/TLS เลือก “Edge Certificates” แล้วเปิด “Always Use HTTPS” ตัวเลือกนี้จะบังคับให้ทุกการเข้าชมใช้ HTTPS
ขั้นตอนที่ 8: ตั้งค่า Caching
ไปที่ Cloudflare Dashboard เลือก “Caching” และตั้งค่า Browser Cache TTL ตามความเหมาะสม:
- 30 minutes: สำหรับเว็บไซต์ที่มีการอัปเดตบ่อยๆ
- 1-4 hours: สำหรับเว็บไซต์ธรรมชาติ (ส่วนใหญ่)
- 1 day: สำหรับเว็บไซต์ที่อัปเดตแบบ static หรือแก้ไขน้อยครั้ง
ขั้นตอนที่ 9: ติดตั้ง Cloudflare Plugin บน WordPress
เข้า WordPress Admin Dashboard ไปที่ “Plugins” > “Add New” และค้นหา “Cloudflare” ให้เลือก Official Cloudflare Plugin แล้วคลิก “Install Now” หลังจากนั้นให้ “Activate” plugin
ขั้นตอนที่ 10: ตรวจสอบและทดสอบการเชื่อมต่อ
ไปที่เว็บไซต์ WordPress ของคุณ ลองเปิดหน้าเว็บต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่า:
- หน้าโหลดอย่างถูกต้อง
- ไม่มีข้อความแสดงข้อผิดพลาด SSL/HTTPS
- อักขระและข้อความแสดงผลถูกต้อง
- เนื้อหาสินค้าและรูปภาพโหลดเร็ว
ปัญหา: ERR_TOO_MANY_REDIRECTS
สาเหตุ: Cloudflare ทำให้ HTTPS แต่ WordPress ตั้งค่า SSL ไม่ถูกต้อง
วิธีแก้ไข:
- ตั้งค่า Cloudflare SSL Mode เป็น “Full (Strict)” แทน “Flexible”
- ติดตั้ง SSL Certificate บน Cloud VPS ของคุณ
- ตรวจสอบ WordPress Settings ให้ Site URL และ Home URL เป็น HTTPS
ปัญหา: Mixed Content (HTTP/HTTPS)
สาเหตุ: WordPress มีลิงค์หรือรูปภาพที่เป็น HTTP ขณะที่เพจกำลังใช้ HTTPS
วิธีแก้ไข:
- เปิด “Always Use HTTPS” ใน Cloudflare Dashboard
- ใช้ Plugin “Really Simple SSL” เพื่อแปลงลิงค์ทั้งหมดเป็น HTTPS
- อัปเดต WordPress Settings ให้ Site URL เป็น HTTPS
ปัญหา: Cloudflare ไม่ทำงาน (ยังใช้ IP Address เดิม)
สาเหตุ: DNS ยังไม่อัปเดต หรือ Nameservers ยังไม่เปลี่ยน
วิธีแก้ไข:
- รอ 24-48 ชั่วโมงให้ DNS อัปเดตทั่วโลก
- ตรวจสอบ Nameservers ใน Cloudflare Dashboard ว่าเปลี่ยนแล้ว
- ใช้เครื่องมือ DNS Lookup เช่น nslookup.io เพื่อตรวจสอบ
ประโยชน์ที่ได้รับหลังเชื่อมต่อ Cloudflare
- ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ – โดยเฉพาะสำหรับผู้เข้าชมในต่างประเทศ
- ป้องกัน DDoS Attack – Cloudflare ป้องกันการโจมตี Bot และการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ลดการใช้ Bandwidth – แคชของ Cloudflare ลด traffic จากเซิร์ฟเวอร์
- ปรับปรุง SEO – ความเร็วเพิ่มขึ้น = อันดับการค้นหาดีขึ้น
- ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น – SSL/TLS การป้องกัน WAF และอื่นๆ
- ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม – แผนฟรีมีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่
สรุป
หากมีปัญหาใดๆ ให้ติดต่อ Support Team ของ ผู้ให้บริการโฮสติ้ง เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

